เส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายา La Ruta Maya: การพัฒนาและสถานที่ที่น่าสนใจ
หากจะพูดถึงหนึ่งในอารยธรรมที่มีความเก่าแก่ และสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกา หลายคนต้องนึกถึง อารยธรรมมายา ของอาณาจักรมายา ในแถบอเมริกากลาง ซึ่งมีพื้นที่ในแถบบริเวณตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก ประเทศเบลีซ และประเทศกัวเตมาลา และมีความรุ่งเรืองในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล ถึงราว ค.ศ. 1500 เป็นช่วงเวลาถึงเกือบ 3,000 ปี จนกระทั่งสิ้นสุดลงจากการบุกพิชิตของสเปน
![]() |
| Copyright - Google |
สาเหตุการล่มสลายต้นกำเนิดอารยธรรมมายานั้น ยังเป็นที่คลุมเครือ และไม่มีคำตอบแน่ชัด นักโบราณคดียังคงค้นหาหลักฐาน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ หากโบราณสถานจากอารยธรรมเหล่านี้ที่ยังคงหลงเหลือ และถูกทิ้งร้างจากยุคโบราณ ต่างก็ค่อยๆปรากฏเผยตัวขึ้นมา ในผืนป่าของทวีปอเมริกากลางนับหลายร้อยแห่ง รวมไปถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เป็นรากเหง้าของผู้คนในท้องถิ่น ที่ฝังแน่นอยู่ในวิถีชีวิตและเครื่องแต่งกาย ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกาลเวลา ว่ายังมีสิ่งตกทอดอันมีคุณค่า จากอารยธรรมมายาหลงเหลืออยู่
![]() |
| Copyright - Google Maps - GoogleINEGI |
ด้วยความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรและอารยธรรมมายา ที่มีเมืองโบราณมากกว่าในอารยธรรมอียิปต์โบราณ มีหมู่บ้านชนบทซึ่งวิถีชีวิต และสิ่งประดิษฐ์จากยุคโบราณยังคงอยู่รอดมาตลอด 3,000 ปี ยังไม่รวมถึงความสำคัญอื่นๆ ของพื้นที่ซึ่งกินบริเวณหลายประเทศ ตั้งแต่คาบสมุทรยูกาตัน ในประเทศเม็กซิโก ประเทศเบลิซ กัวเตมาลา จนไปถึงบางพื้นที่ของประเทศฮอนดูรัส ในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้เขตร้อน แนวปะการัง และชนิดพันธุ์หายากของสิ่งมีชีวิต และเพราะตระหนักถึงความสำคัญเหล่านี้ อันจะนำไปสู่คุณค่าในการอนุรักษ์ และพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจของหลายประเทศร่วมกัน รัฐบาลของประเทศดังกล่าว ซึ่งหลักๆนำโดยประเทศเม็กซิโก และกัวเตมาลา ได้ร่วมมือกันจัดหาแนวทางพัฒนาโครงการท่องเที่ยวในเส้นทางอารยธรรมมายา โดยมีหลักในการปรับปรุง การเข้าถึงพื้นที่ทางโบราณคดีของอารยธรรมมายา ที่สำคัญระหว่างประเทศให้สะดวกขึ้น จากการสร้างสนามบินนานาชาติหลายแห่ง และเส้นทางรถไฟหลายสาย ในขณะเดียวกันก็ยังคงคำนึงถึง การให้สิทธิ์กับชนพื้นเมืองของชุมชนพื้นถิ่น ในการดูแลเป็นหลัก และการรักษาสิ่งแวดล้อม กับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ ไม่ให้ถูกทำลายเกินความจำเป็นอีกด้วย
โครงการเหล่านี้เริ่มต้นพัฒนาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1988 โดยอดีตประธานาธิบดีกัวเตมาลา วินิซิโอ้ เซเรโซ และต่อยอดไปยังแผนความร่วมมือ กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโก ซึ่งมีการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ทางชีวภาพ ที่สำคัญระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ลงนามร่วมกันกับอดีตประธานาธิบดีเม็กซิโก คาร์ลอส ซาลินาส ในปีต่อมา ทั้งสองประเทศยังมีการพัฒนาแผนสำหรับรองรับ การพัฒนาโครงการปรับปรุงและดูแลพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายานี้ ในอนาคตต่อมาอีกด้วย เพื่อให้การพัฒนาดูแลโครงการเส้นทางยังคงอยู่ แม้ว่าจะเปลี่ยนยุคสมัยไปแล้วก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังคงมีนักท่องเที่ยวผู้สนใจ เข้ามาเยือนในพื้นที่มากขึ้น เมืองหลายเมืองที่สร้างขึ้นมารองรับเส้นทางท่องเที่ยวนี้อย่าง แคนคูน และเมืองโบราณอย่าง อิซามาล ในเม็กซิโก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมไปถึงการทำงานทางโบราณคดี เกี่ยวกับอารยธรรมมายาที่สะดวกขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา ค้นพบ และบูรณะดูแล นักท่องเที่ยวและนักวิจัยที่ใช้เส้นทางท่องเที่ยวนี้ จึงสามารถเยี่ยมชมอารยธรรมมายาโบราณ และสัมผัสกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่นได้ด้วยเช่นกัน การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายาจึงมีความสำคัญ กับเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน
เส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายา หรือที่เรียกว่า La Ruta Maya นี้ มีจุดแวะที่น่าสนใจหลายแห่ง ทั้งโบราณสถาน เมืองที่สำคัญ รวมไปถึงอุทยานธรรมชาติ ที่มีพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลากหลายชนิด ในบทความของวันนี้ จะพาไปทำความรู้จักกับสถานที่บางแห่ง ของแต่ละประเทศร่วมในเส้นทางนี้
เริ่มจากเส้นทางในประเทศฮอนดูรัส ที่เมืองโบราณของมายา ซึ่งเป็นแหล่งโบราณสถาน ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ของอารยธรรมมายา อย่างเมือง โคปัน (Copán) ซึ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1570 และได้รับการขุดค้นอย่างจริงจังในศตวรรษที่ 19 สถานที่แห่งนี้มีป้อมปราการที่พังทลาย และจัตุรัสสาธารณะอันยิ่งใหญ่ เผยให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในสามยุค ก่อนที่เมืองจะถูกทิ้งร้างในช่วงต้นศตวรรษที่ 10 เมืองโบราณนี้มีประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองของอาณาจักรมายาตอนใต้ และมีความสัมพันธ์ด้านการปกครอง และความขัดแย้งกับเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กันอย่าง กิริกัว (Quiriguá) ซึ่งจะกล่าวถึงในสถานที่ถัดไป
![]() |
| เมืองโคปัน - Photo Copyright by designed by wirestock - Magnific.com |
ความโดดเด่น และยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมมายา ในเมืองโคปัน คือวิหารหินและพีระมิดขนาดใหญ่สองแห่ง บันไดและลานหลายแห่ง และสนามกีฬาสำหรับเล่นบอล บ่งบอกได้ว่าโคปัน เป็นศูนย์กลางทางสถาปัตยกรรมของเมืองโบราณ ที่สำคัญที่สุดคือ ภาพสลักขนาดใหญ่บนบันไดอักษรภาพ เปรียบเสมือนเป็นสมุดบันทึกโบราณขนาดใหญ่ ของคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ประมาณ 1,260 ตัว บนขั้นบันได 63 ขั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งนำไปสู่หนึ่งในวิหารขนาดใหญ่ของเมือง มีหลักฐานว่านักดาราศาสตร์ในโคปัน ได้คำนวณปฏิทินสุริยคติ ที่แม่นยำที่สุดเท่าที่ชาวมายาเคยสร้างมา
เดินทางมาต่อที่ กิริกัว (Quiriguá) แหล่งโบราณคดีมายาอีกแห่งใกล้ๆกัน ที่อยู่ในประเทศกัวเตมาลา เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองโบราณ ที่ถูกก่อตั้งและปกครองโดยราชวงศ์ ที่สืบเชื้อสายมาจากโคปัน ทำให้กิริกัวต้องส่งบรรณาการ และตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของโคปันนานอยู่นับร้อยปี จนเมืองต้องการปลดแอกเป็นอิสระ ประกอบกับได้รับแรงยุยงของ คาลักมูล (Calakmul) เมืองสำคัญของมายาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกเมืองหนึ่ง ที่ต้องการแทรกแซง และสนับสนุนให้กิริกัวก่อกบฏ จึงจับกษัตริย์ของโคปันมาประหารชีวิต จนเมืองโคปันต้องเข้าสู่ภาวะชะงักทางการเมืองนานถึง 17 ปี
![]() |
| เมืองกิริกัว - Copyright - Google |
![]() |
| พีระมิดหมายเลข 2 ของคาลักมูล - Photo Copyright - Mikhail Nilov |
ในปัจจุบันมีการค้นพบร่องรอย ของโบราณสถานถึงมากกว่า 6,750 แห่ง ในพื้นที่แหล่งโบราณคดีมายาและอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนคาลักมูลของเม็กซิโก หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด นั่นคือ พีระมิดหมายเลข 2 ซึ่งเป็นพีระมิดขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุด และสูงที่สุดในคาลักมูล โดยสร้างจำลองแนวคิดภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์กับเทพเจ้า นอกจากนี้ยังมีพีระมิดหมายเลข 1 ซึ่งสูงถึง 50 เมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกอีกด้วย
![]() |
| เมืองทิกัล - Copyright - Google |
ในขณะที่ ทิกัล ซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมายานั้น มีการค้นพบรายชื่อผู้ปกครองราชวงศ์ที่ยาวนาน จากการค้นพบสุสานของผู้ปกครองหลายพระองค์ สถาปัตยกรรมของเมืองโบราณสร้างจากหินปูน มีทั้งซากวิหาร พระราชวังขนาดใหญ่ พีระมิด ที่อยู่อาศัย อาคารบริหาร แท่น และอนุเสาวรีย์หินสลักอีกจำนวนมาก
![]() |
| พีระมิด La Danta |
ยังมีอีกเมืองที่อยู่ไม่ไกลกันนั้น อย่าง เอล มิราดอร์ ที่ปัจจุบันอยู่ในป่าลึกของประเทศกัวเตมาลา ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญมาในยุคก่อนคลาสสิก ก่อนความรุ่งเรืองของสองเมือง ในยุคคลาสสิกของมายาอย่าง คาลักมูล กับ ทิกัล ที่นี่เป็นที่ตั้งของพีระมิด ลา ดันตา (La Danta) ซึ่งเป็นพีระมิดที่สูงที่สุดของอาณาจักรมายา และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุด ของชาวมายาที่เคยถูกค้นพบ ปริมาตรโดยรวมของพีระมิดแห่งนี้ใหญ่กว่ามหาพีระมิดแห่งกิซาในอียิปต์เสียอีก
![]() |
| พีระมิดคานาแห่งคาราคอล - Photo Copyright - Ronald Plett |
ข้ามไปแหล่งโบราณคดีมายา ในฝั่งประเทศเบลีซกันบ้าง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกไปอีกเล็กน้อย เข้าใกล้ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนมากขึ้น มีแหล่งโบราณคดี คาราคอล (Caracol) ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ ที่เคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ในยุคคลาสสิกของที่ราบต่ำมายา และมีการทำสงครามกับเมืองทิกัลอยู่หลายครั้ง ที่นี่มีการค้นพบสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น พีระมิดคานา หรือ พระราชวังบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นพีระมิดที่สูงที่สุดในประเทศเบลีซ และมีการค้นพบสุสานใต้ร่มไม้ทางด้านขวามือของคานา
![]() |
| พีระมิด Kukulcán แห่ง Chichen Itza - Photo Cpoyright by paco-de-bydzia |
ขึ้นไปทางตอนเหนือทางคาบสมุทรยูกาตัน ของประเทศเม็กซิโก ก็ยังปรากฏแหล่งโบราณคดีมายาอีกหลายแห่ง ในหลายยุคสมัย ตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ของเมือง ชิเชนอิตซา (Chichen Itza) ซึ่งเป็นเมืองโบราณในปลายยุคคลาสสิก ที่มีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม มาจากอาณาจักรใกล้เคียง ส่งผลให้มีสถาปัตยกรรมหลากหลายแบบ ปรากฏอยู่ในเมือง ที่โดดเด่นที่สุด คือวิหารคูคูนคาน (Kukulcán) ซึ่งเป็นพีระมิดขั้นบันไดสูง 30 เมตร มีระเบียงสี่เหลี่ยม 9 ชั้น แต่ละชั้นสูงประมาณ 2.57 เมตร โดยมีวิหารสูง 6 เมตรอยู่บนยอด ด้านข้างของพีระมิดมีฐานยาว 55.3 เมตร และยกขึ้นทำมุม 53 องศา ด้านทั้งสี่ของพีระมิดมีบันไดที่ยื่นออกมาซึ่งทำมุม 45 องศา ผนังหินของแต่ละระเบียงเอียงทำมุมระหว่าง 72 ถึง 74 องศา ความยิ่งใหญ่ของขนาดและโครงสร้าง ทำให้วิหารคูคูนคานได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก นอกจากนั้นยังมีหอดูดาวโบราณ และสนามกีฬาโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกากลางอีกด้วย
![]() |
| พีระมิดแห่งนักมายากล - Photo Copyright by Sandro Sandrone Lazzarini |
ยังมีความยิ่งใหญ่ของเมืองของมายาในยุคคลาสสิก ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรยูกาตันเช่นเดียวกัน อย่างเมือง อุซมาล (Uxmal) ที่ยังคงเหลือโบราณสถานที่สภาพดีมาก มีพีระมิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นและมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่ไหนของมายา อย่าง อะดิวิโน หรือ พีระมิดแห่งนักมายากล ซึ่งมีรูปร่างเป็นวงรีหรือรูปไข่ แทนที่จะเป็นลักษณะแผนผังแบบเส้นตรงเหมือนอย่างทั่วไป
![]() |
| เมือง Tulum - Copyright - Google |
นอกจากนี้แหล่งโบราณคดีของมายา ยังรวมไปถึงเมืองที่อยู่ปลายยุคสมัยของอาณาจักรมายา ซึ่งเป็นเมืองแห่งท้ายๆ ก่อนการล่มสลายของอาณาจักรและอารยธรรม เช่นที่เมืองตูลุม (Tulum) บนคาบสมุทรยูกาตัน ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ที่ปัจจุบันอยู่บนหน้าผาชายฝั่งทะเลแคริบเบียนในเมืองโกบา เป็นหนึ่งในเมืองสุดท้าย ที่ชาวมายาอพยพมาอาศัยอยู่ และอยู่รอดมาอีกหลายสิบปี หลังจากที่สเปนเข้ามาบุกล่าอาณานิคมในแถบนั้น แต่ชาวสเปนก็พาโรคต่างถิ่นเข้ามา จนเกิดโรคระบาดกับชาวบ้าน ทำให้ผู้คนล้มตาย กลายเป็นเมืองร้างในที่สุด หลักฐานที่ค้นพบเพิ่มเติมในปัจจุบันล่าสุด จากแหล่งโบราณคดีมายาหลายแห่ง ตลอดเส้นทางอารยธรรมนี้ ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานเพิ่มเติม ถึงสาเหตุการล่มสลายของชาวมายา ว่าอาจจะมีส่วนมาจากโรคระบาด และการขาดแคลน แย่งชิงทรัพยากรด้วย
![]() |
| สถาปัตยกรรมเมือง Izamal - Photo Copyright - Fausto Hernandez |
![]() |
| โบสถ์ใน Izamal - Photo Copyright by Maria Regina Diaz |
แต่หากนักท่องเที่ยวได้ไปท่องเที่ยวเยี่ยมเยือน เส้นทางอารยธรรมมายาในประเทศดังกล่าว ความเป็นชาวมายาในอดีต ก็ยังไม่ถูกลบหายจากผู้คนท้องถิ่นไปเสียทั้งหมดทีเดียว อาจจะเห็นอิทธิพลบางอย่างที่ยังคงรักษามาจนปัจจุบัน จากเครื่องแต่งกาย หรือสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เช่นที่เมือง อิซามาล (Izamal) เมืองโบราณในรัฐยูกาตัน ประเทศเม็กซิโก ที่ได้รับขนานนามว่า เมืองสีเหลือง เนื่องจากอาคารบ้านเรือนเกือบทั้งเมือง ทาด้วยสีเหลืองสดใส และยังมีโบสถ์คริสต์ขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นอยู่คู่กับพีระมิดโบราณของชาวมายา ยิ่งทำให้เมืองดูมีเอกลักษณ์โดดเด่น
![]() |
| เด็กๆในเม็กซิโก - Photo Copyright by yorchllavadu |
![]() |
| ชาวบ้านพื้นเมืองในกัวเตมาลา - Photo Copyright by Evan Cameron |
หรือแม้แต่ยามที่นักท่องเที่ยวเดินทาง ไปในหมู่บ้านทะเลสาบที่รอบล้อมด้วยภูเขา กลางประเทศกัวเตมาลา ก็จะสัมผัสได้ถึงชุมชมท้องถิ่น ที่ผู้หญิงยังคงแต่งกายด้วยชุดผ้าทอพื้นเมือง แบบชาวมายาสีสันสดใส กับถนนภายในเมืองและหมู่บ้าน ที่ยังทำจากหินในแบบโบราณ เหมือนเมื่อเกือบหลายพันปีก่อนของชาวมายาอีกด้วย
![]() |
| นกฟลามิงโกในเซเลสตุน - Photo Copyright by jarzlife |
![]() |
| คาบสมุทรในเขตสงวนชีวมณฑล Sian Ka'an - Photo Copyright by salome-jr-pech |
ด้วยความสำคัญ สวยงาม ยิ่งใหญ่ และหลากหลาย ทั้งทางโบราณคดี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ของเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายา ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายจากทุกมุมโลก เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการพัฒนาโครงการขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน การเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยว ก็ส่งผลให้เกิดการทำลายพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรม และเขตที่อยู่อาศัยมากขึ้นตามไปด้วย รวมไปถึงการแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพด และไร่ปาล์ม ก็ส่งผลกระทบต่อป่าเขตร้อนในพื้นที่เช่นกัน รัฐบาลในหลายประเทศของเส้นทางอารยธรรมมายานี้ จึงเดินหน้าประกาศ พื้นที่เขตสงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ขึ้นอีกหลายแห่ง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าเขตร้อน พืชพันธุ์ และสิ่งมีชีวิตหายากในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศของตนเอง หรือพื้นที่เขตสงวนที่ร่วมมือกันระหว่างประเทศด้วย มีการปรับเปลี่ยน และรณรงค์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้คนจากชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่สืบเชื้อสายมาจากชาวมายาโบราณ ให้มีส่วนร่วมในการดูแลการท่องเที่ยวในพื้นที่ของพวกเขาเองมากขึ้น
นอกจากนี้การทำงาน และฟื้นฟูทางด้านโบราณคดีของมายาในเส้นทางเหล่านี้ ยังต้องเผชิญปัญหาจากพวกนักขโมยสมบัติ ที่คอยทำลายแหล่งโบราณคดี และโบราณวัตถุที่มีค่า บางครั้งทางรัฐบาลและนักอนุรักษ์ ต้องสนับสนุนจำนวนเงินและแนวคิด ที่สร้างคุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีมายาเหล่านี้ ให้มีจำนวนมากกว่าเงินล่อซื้อ จากพวกค้าวัตถุโบราณและพวกตัดไม้ทำลายป่า นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์ธรรมชาติบางราย ลงทุนซื้อพื้นที่ในเขตอุทยานขนาดเล็ก เพื่อเปิดเป็นบ้านพัก สำหรับเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนท่องเที่ยว ดูนกที่ใกล้จะสูญพันธ์ เพื่อแลกกับการให้นักท่องเที่ยว อยู่เฝ้าพื้นที่แหล่งโบราณคดีมายา ที่อยู่ไม่ไกลออกไปมากนัก ไม่ให้ร้างจากผู้คน จนพวกนักขโมยสมบัติเข้ามาบุกรุกและทำลาย เป็นหนึ่งในความพยายามของหลายฝ่าย ที่ช่วยกันพัฒนาและปกป้อง ทั้งในส่วนของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และแหล่งโบราณคดีควบคู่กันไป
ด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันของคนในท้องถิ่น และความร่วมมือของประเทศ ในเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมมายานี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวของชาวมายา จะไม่ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และยังสืบทอดไปจนถึงคนรุ่นหลังของพวกเขา ด้วยความภาคภูมิใจ แม้จะผ่านเลยช่วงเวลารุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณ มาหลายพันปีแล้วก็ตาม และเส้นทางท่องเที่ยวนี้ จะทำให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ประเทศเหล่านี้ มีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความมั่นคง และมีความหวังมากขึ้นในอนาคต ยาวนานกว่ายุคสมัยที่ผ่านมา


















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น